วันเสาร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2553

Plasma ball



ลุกแก้วทรงกลมกลวง ภายในบรรจุก๊าซชนิดที่มีความดันต่ำ ด้านล่างมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแรงสุงหลายหมื่นโวลต์ จะมีการเคลื่อนย้ายถ่ายประจุไฟฟ้าระหว่างขั้วไฟฟ้าแรงสูงกับอากาสภายนอกดดยที่ประจุไฟฟ้าจะวิ่งชนก๊าวที่อยุ่ภายในลุกแก้ว เกิดการแตกตัวเป็นพลาสมาและเปล่าแสงสีต่าง ๆ ออกมาตามธรรมาชาติเพราะตัวของก๊าซนั้น ๆ โดยมีทิสทางไม่แน่นอนออกเป็นแบบสุ่ม



หุ้มลูกแก้วด้วยแผ่นอลูมิเนียมฟอยล์ เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวทำหน้าที่รับจำนวนอิเล็กตรอนให้มากขึ้น จะให้ให้ได้กระแสไฟฟ้ามากขึ้น “ห้ามจับแผ่นอลูมิเนียมฟอยล์โดยเด็ดขาด เพราะเป็นไฟแรงสูงที่มีกระแสมาก เป็นอันตรายอย่างยิ่ง” นำหลอดฟลูออเรสเซนส์มาวางใกล้ๆ หลอดฟลูออเรสเซนส์จะสว่างได้





































ที่มา: http://www.vcharkarn.com/vcafe/137585

การทำแพทเทินใน Photoshop

การทำแพทเทิน

ก่อนอื่นก็โหลดแพทเทิ่นนี้มาก่อนค่ะ
http://www.lizziem79.fotki.com/psp_supplies/floaties/l1_125_b5b15d.html





การทำตัววิ่งในอักษร













สุภาษิตภาษาอังกฤษ-สุภาษิตภาษาไทย

สุภาษิตภาษาอังกฤษ-สุภาษิตภาษาไทย

การศึกษาสุภาษิต-คำคมภาษาอังกฤษ จะทำให้เราทราบความหมายของสุภาษิต-คำคมนั้นได้รับความรู้เรื่องคำศัพท์ อีกทั้งยังได้เรียนรู้ความเชื่อ ค่านิยมและวัฒนธรรมเจ้าของภาษาที่สอดแทรกอยู่ ประโยชน์สูงสุดคือการมีคุณธรรมและจริยธรรมที่ดีจากสุภาษิต-คำคม ซึ่งสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งผู้จัดทำได้รวบรวมไว้ดังนี้


1. An accident is due to lack of proper care. = อุบัติเหตุมักจะเกิดขึ้นจากการขาดความระมัดระวัง


2. Don’t charge your memory with too many facts = อย่าใช้สมองจดจำเรื่องราวต่าง ๆ ให้มากจนเกินไป


3. A mad man is not responsible for his actions. = คนบ้าไม่ต้องรับผิดชอบในการกระทำของเขา


4. It’s a sad house where the hen crows louder than the cock. = สามีเป็นช้างเท้าหน้า ภรรยาเป็นช้างเท้าหลัง


5. Marriage is an expensive luxury. = การแต่งงานเป็นของฟุ่มเฟือยที่แสนแพง


6. Fools build house; wise men buy them. = คนโง่สร้างบ้านอยู่ คนฉลาดซื้อบ้านสร้างเสร็จอยู่


7. Keep something for a rainy day. = กินน้ำเผื่อแล้ว


8. There is no fool like an old fool. =ไม่มีใครโง่เกินคนแก่โง่


9. Kill not the goose that lays the golden eggs. = โลภมากลาภหาย.


10. Facts are stubborn things. = ความจริงล้างอย่างไรก็ไม่เลือนหาย


11. It is a foolish sheep that makes. The wolf his confessor. = อย่าชี้โพรงให้กระรอก


12. Brave actiuons never want trumpet. = การกระทำอันกล้าหาญ ไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศให้ใครรู้


13. Good manners are part and parcel of a good education. = กิริยามารยาทที่สุภาพเรียบร้อย เป็นส่วนสำคัญจากการได้รับการศึกษาดี


14. A bad workman always blames his tool. = รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง


15. Habituate yourself to hard work. = จงฝึกฝนตัวเองให้เคยชินกับงานหนัก


16. Fine features make fine birds. = ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง


17. Man has gregarious habits. = มนุษย์ชอบอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นหมู่คณะ


18. Big fish eat little fish. = ปลาใหญ่กินปลาเล็ก


19. Guardianship has many responsibillitie. = การเป็นผู้ปกครองนั้นต้องมีความรับผิดชอบมาก


20. A friend in need is a friend indeed = เพื่อนแท้คือเพื่อนในยามยาก


21. Birds of a feather flock together = คบคนพาล พาลพาไปหาผิด


22. Actions speak louder than words = ทำดีกว่าพูด


23. A bird in head is worth two in the bush = สิบเบี้ยใกล้มือ


24. A rolling stone gathers no moss = รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี


25. Absence makes the heart grow fonder = ตัวไกลใจอยู่ยิ่งไกลก็ยิ่งรักกัน


26. Make hay while the sun shines = น้ำขึ้นให้รีบตัก


27. He laughs best who laughs last = หัวเราะทีหลังดังกว่า


28. Listeners hear no good of themselves = นินทากาเลเหมือนเทน้ำ


29. It is never too late to mend = ไม่มีอะไรสายสำหรับการเริ่มต้น


30. Still water runs deep = น้ำนิ่งไหลลึก


31. Good cloths open all doors. = ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง


32. Overtly agree but coertly oppose = ปากว่าตาขยิบ หรือพูดอีกอย่างแต่ทำอีกอย่าง


33. Cry for the Moon = กระต่ายหมายจันทร์ หมายถึงหนุ่มหมายปองสาวที่มีฐานะดีกว่า


34. Apple of sodom =สวยแต่รูป จูบไม่หอม งามภายนอกแต่ใจแย่ไง


35. When misfortune reaches the limit, good fortune is at hand = ต้นร้ายปลายดี เริ่มต้นไม่ดีแต่ไปดีเอาตอนหลัง


36. Between the devil and the deep blue sea = หนีเสือปะจรเข้


37. Be caught red-handed = จับได้คาหนังคาเขา


38. To take for a needle in a haystack = งมเข็มในมหาสมุทร


39. To eat one's cake and have it too = จับปลาสองมือ


40. To take something with a pinch of salt = ฟังหูไว้หู ฟังแล้วคิดพิจารณาก่อนจะเชื่อ


41. As you sow, so you reap = ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว


42. Cannot make head or tail of = จับต้นชนปลายไม่ถูก


43. You can not teach old dogs new tricks. = เราไม่สามารถสอนกลเม็ดใหม่ๆ ให้สุนัขแก่ได้....
หรือ ไม้แก่ดัดยากนั่นเอง...


44. Where there is a will, there is a way = ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น


45. Look before you leap = จงดูให้ดีก่อนื้จะกระโดด หมายถึง คิดให้ดี รอบคอบก่อนที่จะทำอะไร


46. Prevention is better than cure = กันไว้ดีกว่าแก้


47. Do as Romans do when you are in Rome = จงทำตัวให้เหมือนคนโรมันเมื่ออยู่ในกรุงโรม....
หรือ เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม


48. Joy and sorrow are as near as today and tomorrow. = ความสุขกับความทุกข์อยู่ใกล้กันเหมือนวันนี้กับวันพรุ่งนี้


49. He who has never tasted bitterness does not know what is sweet = ผู้ที่ไม่เคยรับรู้รสของความขมขื่นจะไม่รู้ว่าความหวานชื่นคืออะไร


50. One who lives in a glasshouse should not throw stones. = เมื่ออยู่ในเรือนกระจกไม่ควรขว้างก้อนหิน หมายถึงเมื่ออยู่ในที่ๆ เสีบเปรียบก็อย่าหาเรื่องผู้อื่น


51."Time and tide wait for no man" = เวลาและกระแสน้ำไม่เคยคอยใคร


52. Everyone thinks his own burden the heaviest. = ทุกคนมักคิดว่าภาระของตนหนักกว่าของผู้อื่นเสมอ


53. No one is too old to learn = ไม่มีใครแก่เกินเรียน


54. Reading makes a full man. = การอ่านหนังสือทำให้เป็นคนที่สมบูรณ์


55. All men naturally desire to know. = มนุษย์ทุกคนย่อมอยากรู้โดยธรรมชาติ


56. Be quick to hear and slow to speak.= ฟังให้เร็ว แต่พูดให้ช้า


57. Live to learn to live. = จงอยู่เพื่อเรียนรู้การดำรงชีวิต


58. Brave actions never want trumpet. = การกระทำอันกล้าหาญ ไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศ


59. Words once spoken cannot be altered. = คำพูดที่กล่าวไปแล้ว ย่อมไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงได้


60. Though strength fails, boldness is praiseworthy. = ถึงแม้ว่ากระทำสิ่งใดยังไม่เป็นผลสำเร็จ
แต่การที่ได้กล้าทำนั้นควรได้รับการยกย่อง


61. No one is harmed by thinking. =การไตร่ตรองยั้งคิด ไม่เคยทำอันตรายใคร


62. Order will render the work facile. = ความมีระเบียบวินัย เป็นสิ่งที่ทำให้การทำงานราบรื่นขึ้น


63. Every obstacle is surmountable. = อุปสรรคทุกอย่าง ย่อมผ่านพ้นไปได้เสมอ


64. Health is wealth. = ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ


65.What can't be cured must be endured. =เมื่อสิ่งใดหมดทางที่จะแก้ไขได้แล้ว ก็ต้องยอมรับและทนในสิ่งนั้น


66. Peace begins where ambition ends. =ความสงบจะเริ่มขึ้น ณ ที่ซึ่งความเห่อเหิม ทะเยอทะยานได้สิ้นสุดลงแล้ว


67. Trial and error is the source of our knowledge. =เมื่อได้ทดลองทำสิ่งใดๆ แล้วผิดพลาด
นั่นคือข้อมูลแห่งความรู้ของเราเอง


68. Happyness belong to the contented. =บุคคลจะมีความสุขหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความพอใจ


69.Don't shrink any task because of its arduousness. =อย่าละทิ้งงานใดๆ เพียงเห็นว่างานนั้นยาก


70.The tongue is like a sharp knife; it kills without drawing blood.= ลิ้นเหมือนมีดคม สามารถฆ่าได้โดยไม่มีเลือดตก

ที่มา: http://www.thaigoodview.com/node/16648

วันจันทร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2553

ข้อแนะนำในการเขียนรายงานการฝึกงาน

ข้อแนะนำในการเขียนรายงานการฝึกงาน

รายงานการฝึกงาน ควรประกอบด้วย

1. ข้อมุลทั่วไปเกี่ยวกับสถานที่ฝึกงาน ได้แก่
1.1 ชื่อ ที่ตั้ง และประวัติความเป็นมาโดยย่อ พร้อมนโยบายหรือเป้าหมายของการดำเนินงานหรือประกอบการ
1.2 ลักษณะและวิธีการของการดำเนินงานหรือการประกอบการ เช่น เป็นหน่วยผลิต หรือหน่วยบริการ ใช้ปัจจัยใดเพื่อการผลิตปริมาณการผลิตเป็นเท่าใด และอย่างไร
1.3 ระบบการบริหารและอัตรากำลัง โดยแสดงแผนผังการแบ่งสายงาน Oranization Chart หน้าที่ความรับผิดชอบของหน่วยงานย่อยแต่ะละหน่วยงาน และให้แสดงข้อคิดเห็นว่าเหมาะสมหรือไม่
1.4 เขียนแผนผัง (Lay-Out) ของสถานที่ฝึกงาน แสดงบริเวณและที่ตั้งของหน่วยงานย่อยที่ประกอบการกิจกรรมต่าง ๆ

2. ข้อมูลเฉพาะเกี่ยวกับการฝึกงานของนักศึกษา ได้แก่
2.1 หน่วยงานย่อยที่ศึกษา ได้รับมอบหมายให้ประจำการ
2.2 หน้าที่รับฝิดชอบของหน่วยงานย่อย
2.3 หน้าที่รับผิดชอบของนักศึกษา โดยระบุขอบข่ายของงานและกิจการต่าง ๆ ตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
2.4 บุคคลและหรือหน่วยงานอื่นที่ต้องเกี่ยวข้องในการปฎิบติหน้าที่
2.5 เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการประกอบหน้าที่ โดยบรรยายสภาพ input output กำลังการผลิตปัญหาเครื่อง และเปรียบเทียบกับเครื่องอื่น (ที่รุ้)
2.6 นโยบายและวิธีการดำเนินงานของหน่วยงานย่อย เช่น มาตราการควบคุมความปลอดภัย(Safety Measures)
การควบคุมคุณภาพ(Quality Control) นโยบายการบำรุงรักษา(Maintanance Policy) การรายงานผลการปฎิบัติงาน
2.7 ปัญหาและอุปสรรค์ในการปฎิบัติงานตามหน้าที่รับผิดชอบโดยเน้นหน้าที่ เป็นผลให้การปฎิบัติงานขาดประสิทธิภาพ เช่น การประสานงาน การจ่ายงาน การติดตาม ความล้าสมัยของเครื่องจักร อุปกรณ์ คุณภาพของผลผลิต

3.ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ
3.1 ประสบการณ์ด้สนวิชาชีพในเชิงปฎิบัติที่คิดว่าจะได้รับ
3.2 ความสำคัญของมนุษย์สัมพันธ์ในการปฎิบัติงาน
3.3 แนวทางแก้หรือผ่อนคลายปัญหาและอุปสรรค์ที่พบเห็นตามข้อ (2.7)

แนวทางในการเตรีมฝึกประสบการณ์วิชาชีพ

คำอธิบายรายวิชาการเตรียมฝึกประสบการณ์วิชาชีพ 2 (90)
จัดให้มีกิจกรรมเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนออกฝึกประสบการณ์วิชชีพในด้านการรับรุ้ลักษณะและโอกาสของการประกอบอาชีพ การพัฒนาตัวผู้เรียนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ แรงจูงใจ และคุณลักษณะที่เหมาะสมกับวิชาชีพ โดยการกระทำในสถานการณ์หรือรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับงานในวิชาชีพนั้น ๆ

แนวทางการเตรียมฝึกประสบการณ์วิชาชีพ
1. เตรียมการปฐมนิเทศนักศุกษาก่อนออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ให้ไปศึกาาและสังเกตสถานประกอบการ

2. ศึกษาดูงานในโรงงานอุตสาหกรรมหรือสถานประกอบการ ในลักษณะ
- ดุ - สัมภาษณ์
- ฟัง - สังเกต
- ซักถาม

ในเรื่องต่อไปนี้
- สภาพทั่วไปของสถานประกอบการหรือโรงงาน
- การปฎิบัติงานในสถานประกอบการหรือโรงงาน
- การบริหารและการบริการของสถานประกอบการหรือโรงงาน
- ศึกษาการปฎิบัติงานในสถานประกอบการหรือโรงงาน
- ภารกิจของสถานประกอบการ
- พฤติกรรมของพนักงาน
ฯลฯ

3. เชิญวิทยากรจากสถาประกอบการหรือโรงงานมาให้ความรุ้เกี่ยวกับการฝึกปฎิบัติงาน

4. สร้างสถานการณ์จำลองเพื่อฝึกในการแก้ปัญหาการปฎิบัติงาน เช่น
- กรณีศึกษา
- วิเคราะห์จากสถานการณืจำลอง เช่น V.D.O.

5. จัดประสบการณืเสริมในด้านที่นักศึกษายังขาด เช่น
- ความรุ้เกี่ยวกับงานที่จะไปฝึก
- เทคนิควิธีในการปฎิบัติงาน
- คุณลักษณะอื่น ๆ เช่น คุรธรรม จริยธรรม ค่านิยม ความตรงต่อเวลา ความรับผิดชอบ การอนุรักษ์สภาพแวดล้อม ฯลฯ

6. ควรมี V.D.O. เกี่ยวกับงานที่เกี่ยวข้องให้นักศึกษาดู






วันเสาร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2553

Update ข้อมูล iPhone 4G

Update ข้อมูล iPhone 4G มาแล้ว

สำหรับไอโฟน ตัวล่าสุด iPhone 4G มีรายงานมาว่าจะเปิดตัวในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ในปี 2010 ส่วนราคา iPhone 4G จะตั้งอยู่ที่เท่าไหร่นั้น ทาง แอปเปิล (Apple) ผู้ผลิต iPhone ยังไม่มีการยืนยันข้อมูล แต่ได้เกิดกระแสข่าวจากหลายๆสำนักเกี่ยวกับ iPhone 4G ตัวใหม่มากมาย อย่างไรก็ตาม สาวก iPhone ต้องจับตาดูให้ดีเพราะช่วงนี้จะเป็นข่วงที่ทาง Apple เริ่มที่จะมีการเคลื่อนไหวทางการตลาดและเริ่มมีการปรั บตัวทางผลิตภัณฑ์เพื่อ ชิงส่วนแบ่งตลาดมือถือกับค่ายอื่นๆที่กำลังจะออกมาเช่น Nexus One จาก Google เป็นต้น


เปิดตัว iPhone 4G พร้อมคุณสมบัติใหม่

อย่างไรก็ดี ข่าวลือที่ตรงกันกับรายงานจากหลายสำนักนั้นได้แก่ กำหนดการเปิดตัวที่เชื่อกันว่าจะอยู่ช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม และคุณสมบัติใหม่บน iPhone 4G ที่หลายแหล่งข่าวลือระบุตรงกันคือ กล้อ

งดิจิตอลที่จะมีคุณภาพมากขึ้น มาพร้อมหน้าจอ OLED แบตเตอรี่ถอดออกได้ บนตัวเครื่องรูปร่างต่างจากเดิม

iPhone 4G ใหม่พร้อมกล้อง 5 ล้าน Pixel

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) บิซิเนสวีก (BusinessWeek) (ซึ่งรายงานโดยอ้างชื่อนักวิเคราะห์จากบริษัท Goldman Sachs Group) และโคเรียน ไทม์ (Korean Times) ระบุว่า iPhone 4G จะมาพร้อมกล้องดิจิตอลความละเอียด 5 ล้านพิกเซล เพิ่มจากเดิม 3 ล้านพิกเซลใน iPhone 3GS ซึ่งโดดเด่นที่คุณภาพและการประหยัดไฟสูง แถมด้วยกล้องดิจิตอลด้านหน้าเพื่อสนทนาเป็นภาพวิดีโอหรือ video chat โดยความละเอียด 5ล้านพิกเซลของกล้องตัวหลักของ iPhone 4G นั้นนั้นเทียบเท่ากับ Nexus One กูเกิลโฟนที่กูเกิลวางแผนจำหน่ายด้วยตัวเอง

จับตา iPhone 4G วางขายเดือนใหนกันแน่ พร้อมเปิดตัว iPhone OS 4.0

ทั้ง Bloomberg และ BusinessWeek อิงกำหนดงานเปิดตัว iPhone ดั้งเดิม

ที่แอปเปิลมักจัดขึ้นในเดือนมิถุนายน มีเพียงเว็บไซต์สัญชาติฝรั่งเศส Mac4Ever รายเดียวที่ฟันธงว่า iPhone 4G จะเปิดตัวในเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อให้สามารถแข่งขันกับ Nexus One ของกูเกิลได้ทันท่วงที

Mac4Ever ระบุว่าได้ข้อมูลจากงานประชุมสื่อมวลชนรอบพิเศษ นอกจากเรื่อง iPhone 4G เว็บไซต์แห่งนี้ยังฟันธงว่างานประชุมที่แอปเปิลจะจัดขึ้นในวันที่ 27 มกราคมนี้ จะเป็นงานเปิดตัวระบบปฏิบัติการ iPhone OS 4.0 เวอร์ชันทดลองพร้อมชุดพัฒนาซอฟต์แวร์ หรือ SDK (Software Development Kit) แก่นักพัฒนาด้วย ซึ่ง SDK ดังกล่าวจะทำให้นักพัฒนาสามารถสร้างแอปพลิเคชันในความละเอียดที่เหมาะจะแสดง บนหน้าจอคอมพิวเตอร์แท็บเลต (มีข่าวลือว่าแอปเปิลจะเปิดตัวคอมพิวเตอร์แท็บเลตในงานนี้) และหน้าจอความละเอียดสูงใน iPhone รุ่นอื่นๆ ในอนาคตได้

iPhone 4G กับแบตเตอรี่ที่ถอดเปลี่ยนได้

ทาง Korean Times ระบุว่า iPhone รุ่นใหม่จะมาพร้อมแบตเตอรี่ถอดเปลี่ยนได้ ซึ่งสวนทางกับแนวทางที่แอปเปิลยึดมั่นมาตลอดกับ iPhone ทั้ง 3 รุ่นที่ผ่านมา รวมถึงคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปรุ่นล่าสุดที่ล้วนถอดแบตเตอรี่ไม่ได้


หลุดออกอินเทอร์เน็ตอีกแล้ว….สำหรับเครื่องต้นแบบ iPhone 4G ซึ่งเป็นเครื่องสมาร์ทโฟน (Smartphone) ตัวต่อไปที่จะออกต่อจาก iPhone 3G ของแอปเปิ้ล (Apple) ครั้งนี้โดนชายมือดีชาวเวียดนามนำทั้งภาพและคลิปวีดีโอไปโพสต์บนเว็บไซต์ TaoViet.vn โดยชายมือดีคนดังกล่าวซึ่งเป็นนักธุรกิจชาวเวียตนามอ้างว่าซื้อเครื่องต้น แบบ iPhone 4G ดังกล่าวมาจากสหรัฐอเมริกา

การหลุดของเครื่องต้นแบบ iPhone 4G ในครั้งนี้ทำให้เกิดคำถามถึงระบบการรักษาความปลอดภัยของแอปเปิ้ล เนื่องจากครั้งนี้เป็นการหลุดครั้งที่ 2 แล้วหลังจากเว็บไซต์ Gizmodo ได้ทำการโพสต์ทั้งภาพและคลิปวีดีโอเครื่องต้นแบบ iPhone 4G จนเป็นเรื่องราวใหญ่โตไปก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม เครื่องต้นแบบ iPhone 4G ที่พบในเวียตนามนั้นมีความแตกต่างจากเครื่องต้นแบบที่ Gizmodo เผยแพร่ไปก่อนหน้านี้เล็กน้อย คือ ด้านหลังเครื่องมีการระบุขนาดความจุ 16GB ในกรอบสี่เหลี่ยมอย่างชัดเจนในขณะที่ Gizmodo ระบุความจุเป็น xxGB และมีจำนวนสกรูน้อยกว่า 2 ตัว ที่สำคัญเครื่องต้นแบบดังกล่าวนี้สามารถเปิดทำงานได้จริงๆ แต่ยังไม่ตอบสนองการทำงาน

(ดูคลิปวีดีโอประกอบ)

อนึ่ง การเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นเป็นครั้งที่ 2 (ผมคิดว่าน่าจะมีครั้งที่ 3 และครั้งต่อไปๆ จนกว่าแอปเปิ้ลจะออกตัวจริง) และเกิดในประเทศเวียดนามซึ่งติดกับประเทศจีนทำให้ผมคิดเล่นๆ ไปเองว่า “บางที iPhone 4G ของก็อปอาจออกก่อนของจริงก็เป็นได้” จะเป็นจริงหรือไม่…ก็คงต้องรอดูกันต่อไปครับ

วันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2553

วิวัฒนาการคอมพิวเตอร์

วิวัฒนาการคอมพิวเตอร์
วิวัฒนาการคอมพิวเตอร์สมัยโบราณมนุษย์รู้จักการนับด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น นับเศษไม้ ก้อนหิน ลูกปัด การใช้นิ้วมือ การขีดเป็นรอย ชาวจีนคิดประดิษฐ์เครื่องมือนับเรียกว่า “ลูกคิด” (Abacus) โดยได้แนวคิดจากการเอาลูกปัดร้อยเก็บเป็นพวงในสมัยโบราณ จึงนับได้ว่าลูกคิดเป็นเครื่องมือนับที่มนุษย์คิดขึ้นเป็นสิ่งแรกของโลกเมื่อประมาณ 500 ปีก่อนคริสต์ศักราช และยังคงเป็นที่นิยมใช้กันอยู่จนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฝึกคิดคำนวณของเด็ก ๆ ที่ฉลาด ครูได้นำเอาลูกคิดมาใช้ช่วยในการฝึกคิดให้กับเด็กและได้ผลดีเป็นอย่างยิ่งความพยายามที่จะผลิตเครื่องมือนับเพื่อช่วยผ่อนแรงสมองที่จะต้องคิดคำนวณจำนวนเลขต่าง ๆ มีอยู่ตลอดเวลา จากเครื่องที่ใช้มือ มาใช้เครื่องจักร ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน ซึ่งมีวิวัฒนาการตามลำดับดังนี้
ค.ศ. 1617 : จอห์น เนเปียร์ (John Nepier) ชาวสก็อต ประดิษฐ์เครื่องคิดเลข “เนเปียร์ส โบนส์” (Nepier’s Bones)
ค.ศ. 1632 : วิลเลี่ยม ออตเทรด (William Oughtre
d) ประดิษฐ์ไม้บรรทัดคำนวณ (Slide Rules) เพื่อใช้ในทางดาราศาสตร์ ถือเป็น คอมพิวเตอร์อนาลอก เครื่องแรกของโลก
ค.ศ. 1642 : เบลส ปาสคาล (Blaise Pascal: 1623 - 1662) ชาวฝรั่งเศส ประดิษฐ์เครื่องบวกเลขแบบมีเฟืองหมุนคือมีฟันเฟือง 8 ตัว เมื่อเฟืองตัวหนึ่งนับครบ 10 เฟืองตัวติดกันทางซ้ายจะขยับไปอีกหนึ่งตำแหน่ง ซึ่งหลักการนี้เป็นรากฐานของการพัฒนาเครื่องคำนวณ และถือว่า เครื่องบวกเลข (Adding Machine) ของปาสคาลเป็น เครื่องบวกเลขเครื่องแรกของโลก ค.ศ. 1673 : กอตฟริต ฟอน ไลบนิซ (Gottfried von Leibniz : 1646 - 1716) นักปรัชญาและนักคณิตศาสตร์ ชาวเยอรมัน ออกแบบเครื่องคิดเลขแบบใช้เฟืองทดเพื่อทำการคูณด้วยวิธีการบวกซ้ำ ๆ กัน ไลบนิซเป็นผู้ค้นพบจำนวนเลขฐานสอง (Binary Number) ซึ่งประกอบด้วยเลข 0 และ 1 เป็นระบบเลขที่เหมาะในการคำนวณ เครื่องคิดเลขที่ไลบนิซสร้างขึ้น เรียกว่า Leibniz Wheel สามารถ บวก ลบ คูณ หาร ได้ค.ศ. 1804 : โจเซฟ มารี แจคการ์ด (Joseph Marie Jacquard : 1752 - 1834) ชาวฝรั่งเศส เป็นผู้คิดประดิษฐ์ Jacquard’s Loom เป็นเครื่องทอผ้าที่ควบคุมการทอผ้าลายสีต่าง ๆ ด้วยบัตรเจาะรู (Punched – card) จึงเป็นแนวคิดในการประดิษฐ์เครื่องเจาะบัตร (Punched – card machine) สำหรับเจาะบัตรที่ควบคุมการทอผ้าขึ้น และถือว่าเป็นเครื่องจักรที่ใช้โปรแกรมสั่งให้เครื่องทำงานเป็นเครื่องแรก ค.ศ. 1822 : ชาร์ลส์ แบบเบจ (Charles Babbage: 1792 - 1871) ศาสตราจารย์ทางคณิตศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ของอังกฤษ มีแนวความคิดสร้างเครื่องหาผลต่าง เรียกว่า Difference Engine โดยได้รับความช่วยเหลือจากราชสมาคม (Royal Astronomical Society) ของรัฐบาลอังกฤษ สร้างสำเร็จในปี ค.ศ. 1832จาก นั้นในปี ค.ศ. 1833 ชาร์ลส์ แบบเบจ ได้คิดสร้างเครื่องวิเคราะห์ (Analytical Engine) ซึ่งแบ่งการทำงานออกเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนเก็บข้อมูล ส่วนควบคุม และส่วนคำนวณ โดยออกแบบให้ใช้ระบบพลังเครื่องยนต์ไอน้ำเป็นตัวหมุนเฟือง และนำบัตรเจาะรูมาใช้ในการบันทึกข้อมูล สามารถคำนวณได้โดยอัตโนมัติและเก็บผลลัพธ์ไว้ในหน่วยความจำก่อนแสดงผล ซึ่งจะเป็นบัตรเจาะรูหรือพิมพ์ออกทางกระดาษ แต่ความคิดของแบบเบจ ไม่สามารถประสบผลสำเร็จเนื่องจากเทคโนโลยีในสมัยนั้นไม่เอื้ออำนวย แบบเบจเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1871 ลูกชายของแบบเบจคือ Henry Prevost Babbage ดำเนินการสร้างต่อมาอีกหลายปีและสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1910

หลักการของแบบเบจ ถูกนำมาใช้ในการสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์สมัยใหม่จนถึงปัจจุบัน แบบเบจจึงได้รับการยกย่องให้เป็น บิดาแห่งคอมพิวเตอร์

เลดี้ เอดา ออกัสตา ลัฟเลซ (Lady Ada Augusta Lovelace) นักคณิตศาสตร์ผู้ร่วมงานของแบบเบจ เป็นผู้ที่เข้าใจในผลงานและแนวความคิดของแบบเบจ จึงได้เขียนบทความอธิบายเทคนิคของการเขียนโปรแกรม วิธีการใช้เครื่องเพื่อแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์เป็นครั้งแรก ทำให้เกิดความเข้าใจในผลงานของแบบเบจได้ดีขึ้น Ada จึงได้รับการยกย่องให้เป็น นักโปรแกรมคนแรกของโลก 1850 : ยอร์ช บูล (George Boole) นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ ได้สร้างแนวคิดเกี่ยวกับระบบ

พีชคณิตแบบใหม่ เรียกว่า Boolean Algebra เพื่อใช้หาข้อเท็จจริงจากเหตุผลต่าง ๆ และแต่งตำราเรื่อง “The Laws of Thoughts” ว่าด้วยเรื่องของการใช้เครื่องหมาย AND, OR, NOT ซึ่งเป็นรากฐานทางคณิตศาสตร์ให้กับการพัฒนาทางด้านไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เช่น สวิตช์ปิดหรือเปิด การไหลของกระแสไฟฟ้า ไหลหรือไม่ไหล ตัวเลขจำนวนบวกหรือลบ เป็นต้น โดยที่ผลลัพธ์ที่ได้จากพีชคณิตจะมีเพียง 2 สถานะคือ จริงหรือเท็จเท่านั้น ซึ่งอาจจะแทนจริงด้วย 1 และแทนเท็จด้วย 0
ค.ศ. 1884 : ดร.เฮอร์มาน ฮอลเลอริธ (Dr.Herman Hollerith) นักสถิติชาวอเมริกัน เป็นผู้คิดประดิษฐ์บัตรเจาะรูสำหรับเก็บข้อมูล โดยได้แนวคิดจากบัตรควบคุมการทอผ้าของ Jacquard และวิธีการหนีบตั๋วรถไฟของเจ้าหน้าที่รถไฟ นำมาดัดแปลงและประดิษฐ์เป็นบัตรเก็บข้อมูลขึ้น และทำการสร้างเครื่องคำนวณไฟฟ้าที่สามารถอ่านบัตรที่เจาะได้ ทำให้สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก
เมื่อปี ค.ศ. 1880 สำนักงานสำรวจสำมะโนประชากรสหรัฐอเมริการได้ทำการสำรวจสำมะโนประชากรโดยใช้แรงงานคนในการประมวลผล ต้องใช้เวลาถึง 7 ปีครึ่งยังไม่แล้วเสร็จ ข้อมูลที่ได้ไม่แน่นอนและไม่ค่อยถูกต้อง ต่อมา ค.ศ. 1890 สำนักงานฯ จึงได้ว่าจ้าง ฮอลเลอริธ มาทำการประมวลผลการสำรวจ ปรากฏว่าเมื่อใช้เครื่องทำตารางข้อมูล (Tabulating machine) และหีบเรียงบัตร (Sorting) ของฮอลเลอริธแล้ว ใช้เวลาในการประมวลผลลดลงถึง 3 ปี
ค.ศ. 1896 : ฮอลเลอริธ ได้ตั้งบริษัทผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์การประมวลผลด้วยบัตรเจาะรู และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทไอบีเอ็ม (International Business Machines Corporation) ในปี ค.ศ. 1924
1937 : โฮเวิร์ด เอช ไอเคน (Professor Howard H. Aiken) ศาสตราจารย์ทางคณิตศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard) เป็นผู้ออกแบบและสร้างเครื่องคำนวณตามหลักการของแบบเบจได้สำเร็จ โดยนำเอาแนวคิดของ Jacquard และ Hollerith มาใช้ในการสร้างและได้รับการสนับสนุนจากวิศวกรของบริษัทไอบีเอ็ม สร้างสำเร็จในปี ค.ศ. 1943 ในชื่อว่า Automatic Sequence Controlled Calculator (ASCC) หรือเรียกกันโดยทั่วไปว่า MARK I Computer นับเป็นเครื่องคำนวณเครื่องแรกของโลกที่ทำงานโดยอัตโนมัติทั้งเครื่อง จัดเป็น Digital Computer และเป็นเครื่องที่ทำงานแบบ Electromechanical คือเป็นแบบ กึ่งไฟฟ้ากึ่งจักรกล
การส่งคำสั่งและข้อมูลเข้าไปในเครื่อง ใช้เทปกระดาษเจาะรู เครื่องมีขนาดใหญ่มาก ประกอบด้วยชิ้นส่วนต่าง ๆ ประมาณ 7 แสนชิ้น ใช้สายไฟยาวกว่า 500 ไมล์ ความยาวเครื่อง 55 ฟุต สูง 8 ฟุต กว้าง 3.5 ฟุต
ใช้เวลาในการบวกหรือลบประมาณ 1/3 วินาที การคูณ 5 วินาที การหาร 16 วินาที นับว่าช้ามากถ้าเทียบกับปัจจุบัน เครื่อง MARK I ถูกนำมาใช้ทำงานตลอดวันตลอดคืนนานถึง 15 ปีเต็ม MARK I ยังไม่ใช่เครื่องคอมพิวเตอร์ตามแนวความคิดในปัจจุบันอย่างแท้จริง เป็นเพียงเครื่องคิดเลขไฟฟ้าขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ถือว่าเป็นสิ่งที่น่าภูมิใจในขณะนั้น
ค.ศ. 1943 : เจ เพรสเปอร์ เอ็คเคิร์ท (J. Presper Eckert) นักวิศวกรและ จอห์น มอชลี (John Mauchly) ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย ได้ช่วยกันสร้างเครื่องคำนวณอิเล็กทรอนิกส์โดยใช้หลอดสุญญากาศ (Vacuum Tube) สร้างสำเร็จในปี ค.ศ. 1946 นับเป็น เครื่องคำนวณอิเล็กทรอนิกส์เครื่องแรกของโลก เรียกว่า ENIAC (Electronic Numerical Integrator and Calculator) ใช้หลอดสุญญากาศมากกว่า 18,000 หลอด ติดตั้งในห้องขนาด 20 X 40 ฟุต ตัวเครื่องทั้งระบบหนักเกือบ 30 ตัน บวกเลขได้ 5,000 ครั้งต่อวินาที การคูณและหารทำได้เร็ว 6 ไมโคร วินาที นับว่าเร็วขึ้นมาก เมื่อเปรียบเทียบการทำงานกับ MARK I แล้ว ถ้า ENIAC ทำงาน 1 ชั่วโมง จะเท่ากับเครื่อง MARK I ทำงานประมาณ 1 สัปดาห์ แต่การสั่งงานและการควบคุมยังต้องใช้สวิตช์และแผงเสียบปลั๊กทางสายไฟ ทุกครั้งที่เครื่องทำงานจะทำให้หลอดไฟฟ้าทั้งหมดสว่างขึ้น เป็นผลให้เกิดความร้อน หลอดไฟจึงมักจะขาดบ่อย ต้องตั้งเครื่องไว้ในห้องที่มีการปรับอุณหภูมิห้องให้เพียงพอ ENIAC เริ่มใช้งานในปี ค.ศ. 1946 และใช้งานประมาณ 10 จึงเลิกใช้
ในระหว่างนั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทางการทหารสหรัฐอเมริกา ทำการวิจัยเกี่ยวกับโครงการสร้างลูกระเบิดปรมาณู ได้นำเอาเครื่อง MARK I และ ENIAC มาใช้ในโครงการนี้ด้วย แต่ต้องการเครื่องที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า ค.ศ. 1945 ดร.จอห์น ฟอน นอยมานน์ (Dr.John Von Neumann) นักคณิตศาสตร์ นักตรรกวิทยา และนักฟิสิกส์ แห่งมหาวิทยาลัยปรินซ์ตัน พร้อม ร.ท.เฮอร์มาน โกลด์สไตน์ (Herman Goldstein) เจ้าหน้าที่สื่อสารกองทัพบกและอดีตศาสตราจารย์คณิตศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกน และ ดร.อาเธอร์ เบิร์คส สมาชิกแผนกปรัชญาของมิชิแกน ได้ร่วมมือกันสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สามารถเก็บคำสั่งการปฏิบัติงานทั้งหมดไว้ภายในเครื่องได้ เปลี่ยนแปลงข้อมูลและเปรียบเทียบได้ และใช้ระบบตัวเลขฐานสองภายในเครื่อง ชื่อว่า EDVAC (Electronic Discrete Variable Automatic Computer) และสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1952
แนวความคิดในการสร้างเครื่อง EDVAC ของนอยมานน์ มี 2 ประการ คือ

1. ใช้ระบบเลขฐาน 2 ประกอบด้วยตัวเลข 0 และ 1 เรียกว่า บิท (bit = binary digit) ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะของกระแสไฟฟ้า 2 ลักษณะคือ ไฟฟ้าเปิดและไฟฟ้าปิด
2. คำสั่งและข้อมูลที่จะประมวลผล ควรเก็บไว้ในเครื่อง

จากแนวความคิดเดียวกันนี้ เอ็ม. วี. วิลคส์ (M.V. wilkes) นักคณิตศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ ได้สร้างเครื่อง EDSAC (Electronic Delay Storage Automatic Computer) สำเร็จในปี ค.ศ. 1949 เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่สามารถเก็บโปรแกรมไว้ภายในเครื่องได้ ของอังกฤษ มีลักษณะการทำงานเหมือนกับ EDVAC แต่ใช้เทปแม่เหล็กสำหรับบันทึกข้อมูล ซึ่งเป็นวิธีการที่เร็วกว่าการใช้บัตรเจาะรู และเป็นสื่อบันทึกข้อมูลที่นิยมใช้ในอังกฤษ
ดังนั้น EDVAC ถือได้ว่าเป็นคอมพิวเตอร์ต้นแบบของการสร้างคอมพิวเตอร์ทั้งหมด และอาจถือได้ว่าเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลก (ในประเทศอังกฤษถือว่า EDSAC เป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลก เนื่องจากว่า EDSAC สร้างเสร็จก่อน แม้ว่าจะสร้างทีหลังก็ตาม)


ค.ศ. 1949 : หลังจากที่มอชลีและเอ็คเคิร์ท ได้ร่วมมือกันจัดตั้งบริษัทผลิตคอมพิวเตอร์ออกขาย แต่ประสบปัญหาทางการเงิน จึงขายกิจการให้กับบริษัท Speery Rand Corporation และได้ร่วมมือกันสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ UNIVAC I (Universal Automatic Computer I) สำเร็จในปี ค.ศ. 1951 โดยใช้เทปแม่เหล็กเป็นสื่อบันทึกข้อมูล นับว่าเป็นคอมพิวเตอร์สำหรับใช้งานทางธุรกิจเป็นเครื่องแรกของโลก โดยติดตั้งให้กับบริษัท General Electric Appliance ในปี ค.ศ. 1954 ต่อมาบริษัท Speery Rand Corporation เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัทยูนิแวคและยูนิซิส จนกระทั่งบริษัทไอบีเอ็ม ได้ก้าวเข้าสู่วงการคอมพิวเตอร์ และได้พัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์จนเจริญก้าวหน้ามาตามลำดับ

1953 : บริษัทไอบีเอ็ม สร้างเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องแรกคือ IBM 701 และในปี ค.ศ. 1954 สร้างเครื่อง IBM 650 และเป็นแบบที่ใช้กันแพร่หลายในระยะ 5 ปีต่อมา เป็นเครื่องที่ใช้หลอดสุญญากาศ ต่อมาปรับปรุงดัดแปลงมาใช้วงแหวนแม่เหล็ก (Magnetic Core) เป็นวงแหวนเล็ก ๆ โดยจัดวางชิดกันเป็นแผ่นคล้ายรังผึ้ง เวลาเครื่องทำงาน ความร้อนจึงไม่สูง และเมื่อมีการนำทรานซิสเตอร์มาใช้แทนหลอดสุญญากาศ ทำให้สามารถลดขนาดเครื่องลงได้มาก ความร้อนลดลง ไม่เปลืองเนื้อที่ภายในเครื่อง ต้นปี ค.ศ. 1964 บริษัทไอบีเอ็ม สร้างเครื่อง IBM System 360 ใช้หลักไมโครอิเล็กทรอนิกส์ มีความในการทำงานสูงขึ้น ขนาดของเครื่องเล็กลง และมีระบบหน่วยความจำที่ดีกว่าเดิม

คอมพิวเตอร์ ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากหลาย ๆ กลุ่ม เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า วิทยาการที่นำสมัย ทำให้คอมพิวเตอร์เป็นที่ต้องการมากขึ้น การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถตอบสนอง ความต้องการของผู้ใช้ได้มากขึ้น คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันจึงมีประสิทธิภาพสูง ขนาดของเครื่องเล็กลง ราคาถูก เป็นที่นิยมใช้กันทั่วไป และในอนาคตคาดว่า คอมพิวเตอร์ จะกลายเป็นอุปกรณ์ที่มีความจำเป็นในการใช้งานเช่นเดียวกับเครื่องไฟฟ้าใน บ้านประเภทอื่น ๆ

การแบ่งยุคคอมพิวเตอร์

การพัฒนาคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันมีการแบ่งออกเป็นยุคต่าง ๆ เป็น 5 ยุค ดังนี้

ยุคที่ 1


UNIVAC I คือเครื่องคอมพิวเตอร์เอนกประสงค์ที่ใช้ในเชิงธุรกิจ เป็นเครื่องหมายของการเริ่มต้นยุคที่ 1 เครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคนี้มีขนาดใหญ่ ใช้หลอดสุญญากาศ (Vacuum tubes) ซึ่งก่อให้เกิดความร้อนสูงมาก จึงต้องใช้เครื่องปรับอากาศ การบำรุงรักษา และพื้นที่กว้างมาก สื่อบันทึกข้อมูลได้แก่ เทปแม่เหล็ก IBM 650 เป็นเครื่องที่สามารถทำงานได้ทั้งด้านธุรกิจและวิทยาศาสตร์ หน่วยความจำเป็น ดรัมแม่เหล็ก (magnetic drum) และใช้บัตรเจาะรู การสั่งงานใช้ภาษาเครื่อง (machine language) ซึ่งเป็นภาษาตัวเลข ในระบบตัวเลขฐานสอง (binary digit)

ยุคที่ 2

ค.ศ. 1959 ทรานซิสเตอร์ และส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น Solid state, semiconductor วงจรทรานซิสเตอร์ มีขนาดเล็กลง ความร้อนลดลง ราคาถูกลง และต้องการพลังงานน้อยกว่าการใช้หลอดสุญญากาศ คอมพิวเตอร์ในยุคที่สอง จึงมีขนาดเล็กลง แต่ความเร็วสูงขึ้น และน่าเชื่อถือมากกว่าคอมพิวเตอร์ในยุคที่ 1
คอมพิวเตอร์ในยุคนี้ใช้ วงแหวนแม่เหล็ก (Magnetic cores) เป็นหน่วยความจำ สื่อบันทึกข้อมูลหลักในยุคนี้ใช้จานแม่เหล็ก (magnetic disk packs) หน่วยความจำสำรองอื่น ๆ ยังคงเป็น เทปแม่เหล็ก และบัตรเจาะรู ในยุคนี้ มีการพัฒนาภาษาระดับต่ำ (low-level language) หรือภาษาอิงเครื่อง เป็นภาษารหัส ที่ง่ายต่อการเขียนมากกว่าภาษาเครื่อง เช่น ภาษาแอสเซมบลี (assembly) โดยมีโปรแกรมแปลภาษาคือ แอสเซมเบลอร์ (assembler) ทำหน้าที่แปลให้เป็นภาษาเครื่อง

ยุคที่ 3

ค.ศ. 1964 IBM system/360 คือจุดเริ่มต้นของยุคที่ 3 วงจรไอซี (IC: integrated circuits) เป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่นำมาใช้แทนวงจรทรานซิสเตอร์ ลักษณะของ IC เป็นแผ่นซิลิกอนขนาดเล็กหรือเรียกว่า ชิป (chip) เป็นวงจรไมโครอิเล็กทรอนิกส์ มีขนาดเล็กกว่า น่าเชื่อถือมากกว่า ความเร็วสูงขึ้น และ ขนาดของคอมพิวเตอร์เล็กลง
เริ่มใช้วิธีการแบบ Time-sharing และการสื่อสารข้อมูล ความสามารถในการประมวลผลหลาย ๆ โปรแกรมพร้อม ๆ กันเรียกว่า multi-programming ระบบปฏิบัติการ (Operating system) ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อควบคุมการประมวลผลคอมพิวเตอร์ ภาษาระดับสูงสำหรับเขียนโปรแกรม เช่น FORTRAN, COBOL เป็นต้น โปรแกรมสำเร็จรูปแพร่หลายมากขึ้น เครื่องขนาด มินิคอมพิวเตอร์เครื่องแรก คือ PDP-8 ของ the Digital Equipment Corporation ในปี ค.ศ. 1969

ยุคที่ 4

ค.ศ. 1970 เทคโนโลยีหลักที่เกิดขึ้นในยุคนี้คือ วงจร LSI (large-scale integration) เป็นวงจรรวมของวงจรตรรกะ (logic) และ หน่วยความจำ (memory) ของคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วยวงจรอิเล็กทรอนิกส์หลายพันวงจรไว้บนแผงซิลิกอนซึ่งเป็นชิปขนาดเล็ก และถูกนำมาใช้เป็นชิปหน่วยความจำแทนวงแหวนแม่เหล็ก (ซึ่งใช้ในยุคที่ 2 และยุคที่ 3) ค.ศ. 1971 ไมโครโพรเซสเซอร์ (Microprocessor) ตัวแรกที่เกิดขึ้นคือ Intel 4004 เป็นวงจรรวมหน่วยประมวลผลหลักไว้บนชิปเพียงตัวเดียว ต่อมา ค.ศ. 1974 จึงมีการพัฒนา Intel 8080 เพื่อใช้ในระบบไมโครคอมพิวเตอร์เครื่องแรกคือ Altair 8800 ต่อมา ค.ศ. 1978 Steve Jobs และ Steve Wozniak จึงพัฒนา Apple II ออกมาจำหน่าย และปี ค.ศ. 1981 IBM พัฒนาไมโครคอมพิวเตอร์ออกจำหน่ายเช่นกัน กลางปี ค.ศ. 1980 พบว่า ไมโครคอมพิวเตอร์จำนวนหลายล้านเครื่องถูกใช้ในบ้าน โรงเรียน และในธุรกิจ
ในยุคนี้อุปกรณ์ที่ใช้ป้อนข้อมูลโดยตรง เช่น Keyboard (แป้นพิมพ์) electronic mouse (เมาส์) light pen (ปากกาแสง) touch screen (จอสัมผัส) data tablet (แผ่นป้อนข้อมูล) เป็นต้น อุปกรณ์แสดงผลลัพธ์ เช่น จอภาพ แสดงข้อภาพ กราฟิก และเสียง เป็นอุปกรณ์พื้นฐานในเวลาต่อมา ภาษาที่ใช้ในการเขียนโปรแกรม คล้ายกับภาษามนุษย์มากขึ้น เกิดระบบจัดการฐานข้อมูล และภาษาในยุคที่ 4 หรือภาษาธรรมชาติ ไม่เพียงแต่ทำให้โปรแกรมเมอร์เขียนโปรแกรมง่ายขึ้นเท่านั้น ยังช่วยให้ผู้ใช้ไม่ต้องบอกวิธีการให้คอมพิวเตอร์ทำงาน เพียงแต่บอกว่า งานอะไร ที่พวกเขาต้องการเท่านั้น โปรแกรมสำเร็จรูปในยุคนี้ ได้แก่ electronic spreadsheet (ตารางทำงาน) , word processing (ประมวลผลคำ) เช่น ค.ศ. 1979 โปรแกรมวิสิแคล (VisiCalc electronic spreadsheet program) และ โปรแกรมเวิร์ดสตาร์ (WordStar word processing) ค.ศ. 1982 โปรแกรมจัดการฐานข้อมูล DBASE II และ โปรแกรมตารางทำงาน Lotus1-2-3 เป็นต้น

ยุคที่ 5
เริ่มเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 คอมพิวเตอร์ในยุคนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่จากยุคที่ 4 เป็นคอมพิวเตอร์อัจฉริยะ สามารถคิด มองเห็น ฟัง และพูดคุยได้ โครงสร้างคอมพิวเตอร์จะแตกต่างไปจากเดิม การประมวลผลข้อมูลเป็นแบบขนาน (Parallel) แทนแบบอนุกรม (Serially) การสร้างระบบคอมพิวเตอร์อัจฉริยะ คือหนึ่งในเป้าหมายหลักทางด้านวิทยาการเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence: AI) สิ่งที่ปรากฏในยุคนี้คือ optical computer ใช้ photonic หรือ optoelectronic เป็นวงจรมากกว่าวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ประมวลผลข้อมูลด้วยแสงเลเซอร์ ปฏิบัติการด้วยความเร็วใกล้กับความไวแสง ในอนาคตจะมีขนาดเล็กมาก เร็ว และ biocomputer มีอำนาจมากขึ้น จะเติบโตจากองค์ประกอบสำคัญคือการใช้เซลจากสิ่งมีชีวิตเป็นวงจร ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ใช้ง่ายและสามารถใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ปรับเปลี่ยนได้ง่าย ผู้ใช้สามารถสนทนากับคอมพิวเตอร์ได้ด้วยภาษามนุษย์ โปรแกรมสำเร็จรูปจะทำงานร่วมกันเป็นโปรแกรมอเนกประสงค์ที่ใช้งานง่าย ทำหน้าที่ต่างกันเพื่อผู้ใช้ที่ไม่มีความรู้ทางเทคนิค เทคโนโลยีระบบสารสนเทศและเทคโนโลยีทางการสื่อสารเข้ามามีบทบาทมากขึ้น การใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ ระบบสำนักงานอัตโนมัติ เช่น จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic mail) ไปรษณีย์เสียง (voice mail) และ การประชุมผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (teleconferencing) ระบบสารสนเทศบนพื้นฐานของเทคโนโลยีการสื่อสารขั้นสูง จะรวมกับการถ่ายโอนและการประมวลผลข้อมูล ภาพ และ เสียง รวมถึงการใช้คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีใยแก้วนำแสง (Fiber optics technology) ในการให้บริการเครือข่ายดิจิตอล โรงงานปฏิบัติงานอัตโนมัติ ใช้ระบบสารสนเทศและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เช่น หุ่นยนต์ (Robotics) เปลี่ยนไปจากโรงงานธรรมดา โรงงานอัตโนมัตินี้ เป็นผลมาจากการผลักดันเกี่ยวกับการทำงานร่วมกันของคอมพิวเตอร์ในการผลิต การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยออกแบบ การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการผลิต หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีการผลิตอื่น ๆ เพื่อให้กระบวนการผลิตทั้งหมดเป็นไปโดยอัตโนมัติ ธุรกิจต่าง ๆ ใช้คอมพิวเตอร์และเครือข่าย ในการดำเนินงาน ไม่ว่าจะเป็น ค้าส่ง ค้าปลีก คลังสินค้า และโรงงาน ผู้จัดการจะอาศัยระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหารมากขึ้น ผู้ใช้จะพึ่งพาระบบผู้เชี่ยวชาญ (Expert system) ของระบบปัญญาประดิษฐ์เพื่อช่วยในการทำงานตามหน้าที่
ทุก ๆ วัน การใช้คอมพิวเตอร์มีอยู่ทั่วไป เช่น ระบบการโอนเงินทางธนาคาร ระบบชำระค่าสินค้า ระบบการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในด้านวิศวกรรม เครื่องมือในการพัฒนาระบบสารสนเทศอัตโนมัติ ระบบการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนในการศึกษา Telecommuting เป็นระบบการสื่อสารเพื่อการทำงานภายในบ้าน และ ระบบ videotex สำหรับหาซื้อสินค้าในระบบอิเล็กทรอนิกส์ (electronic shopping) การธนาคาร และบริการสารสนเทศถึงบ้าน จะมีความตื่นเต้นเร้าใจมากขึ้น สังคมจะให้ความเชื่อถือ ความมั่นใจในคอมพิวเตอร์มากขึ้นเมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 21

ที่มา: http://www.chakkham.ac.th/technology/computer/web.htm